สิ่งแรกที่อยากจะทำในบล็อกนี้คือ
“แสดงความเสียใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ยิงถล่มร้านส้มตำ
และคาร์บอมบ์”
ที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบอาทิตย์ที่ผ่านมาที่ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส
ผมมองว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ
เพราะว่าน้องชายคนละพ่อเรียนอยู่ที่สุคีริน
ซึ่งไม่ไกลจากสถานที่เกิดเหตุเท่าไหร่
ทุกๆครั้งที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
ทั้งแม่และผมซึ่งอยู่ไกลจากน้อง จะต้องรีบโทรไปหา
และทุกๆครั้งเราก็ภาวนาว่า ขออย่าให้เค้าเป็นอะไรเลย
เคยจะเอาเค้ามาอยู่ด้วย ตัวเค้าเองและพ่อเค้าก็ไม่ยอมมา
เค้าพูดอยู่ตลอดว่า “คนเราถึงที่ ยังไงก็ต้องตาย”
ผมเห็นด้วยนะ แต่บางครั้งอะไรที่เลี่ยงได้ เราก็ควรจะเลี่ยงไม่ใช่เหรอ
ก่อนหน้าที่เหตุการณ์ที่กล่าวถึงจะเกิดขึ้นแค่ไม่กี่ชั่วโมง
ตัวผมเองก็อยู่ในพื้นที่นั้น เพราะว่าขับรถให้แม่กับป๊า เพื่อที่จะไปรับน้องที่สุคีริน
เราออกจากด่านปาดังเบซากันประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ
รถที่ใช้ก็เป็นรถเล็กนั่งได้สี่คนคันที่แม่ซื้อให้ผม
ที่ตัดสินใจเอาคันนี้ไปเพราะว่าประหยัดน้ำมันมาก
เราแวะทานข้าวกันที่ร้านอาหารไทย-มุสสิม
ซึ่งเป็นร้านประจำของแม่กับป๊า
จากนั้นก็รีบตรงไปนราธิวาส
แม่พูดตลอดเวลาว่าต้องไปถึงก่อนค่ำ เพราะว่าจะไม่ปลอดภัย
ผมไม่เคยไปยะลา ปัตตานี นราธิวาส มาก่อน
ก็ได้แต่คิดว่า มันจะน่ากลัวไรกันนักหนา (วะ)
พอเริ่มเข้าปัตตานีเท่านั้นแหละ
โทรศัพท์ถูกตัดสัญญานหมด ทำให้เราสามคนติดต่อน้องไม่ได้
แต่ก่อนหน้านั้นก็นัดให้น้องไปรอที่ร้านเกมส์ในตัว อ.สุคิรินแล้ว
เลยทำให้ไม่ห่วงเท่าไหร่
ผมเริ่มใจสั่นๆแล้วแหละ
เพราะระหว่างทางมีด่านตรวจทั้งของตำรวจ และทหารเต็มไปหมด
ขับไปได้นิดๆก็ต้องหยุดตรวจกันอีกละ
แล้วยิ่งรถคันเล็กๆแบบนี้วิ่งได้ไม่เร็วเท่าไหร่ด้วย
เหยียบร้อยสิบพวงมาลัยก็สั่นแล้ว
มีอยู่ช่วงนึงก่อนถึงศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวซึ่งรถติดยาวมาก
พาลให้ผมคิดไปว่าต้องมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นแน่ๆ
แต่ก็ไม่มีอะไรนอกจากการตรวจธรรมดา
เราไปถึงตัวเมืองโกลกประมาณหกโมงกว่าแล้ว
ตลาดยังเปิด และมีผู้คนเดินขวักไขว่
ระหว่างทางจากโกลกไปสุคิรินน่ากลัวมาก เพราะเป็นทางเปลี่ยว
ทำให้ผมนึกถึงตอนที่เคยไปฝึกงานที่พังงา
เหมือนทางจากอ.ตะกั่วป่า ไปในตัวเขาหลักเลย
ก่อนถึงสุคิรินมีด่านตรวจ ซึ่งเป็นของทหาร
คุยกันไปมาได้ความว่าเป็นคนเชียงใหม่เหมือนกัน
ทหารถ่ายรูปรถไว้ ก่อนที่พวกเราจะเข้าไปรับน้อง
พอรับน้องก็รีบตีรถกลับเข้ามานอนที่หาดใหญ่ทันที
แต่เจ้าตัวยุ่งดันหิว เราคุยกันว่าจะหาอะไรกินกันเมื่อถึงหาดใหญ่
แต่พอเข้าไปในตัวเมืองโกลก สภาพที่ผมเห็นนี่แค่ตอนเกือบสองทุ่ม
บ้านเรือนเงียบเชียบ ปิดกันไปหมด เหมือนกำลังนั่งอยู่กลางโรงถ่ายหนังผีเลย
แต่ก็มีร้านก๋วยเตี๋ยวธงฟ้ายังเปิดอยู่
เราก็เลยจอดกินก๋วยเตี๋ยวกันก่อน
ผมพยายามสังเกตรอบๆนะ ค่อนข้างจะน่ากลัว
ไม่น่าเชื่อว่าเคยเป็นเมืองที่คึกคัก
และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียมาก่อน นั่งกินไปยังกลัวเลย
สิ่งที่ผมเห็นทำให้นับถือน้ำใจของเหล่าตำรวจและทหารในสามจังหวัดมากขึ้น
หลายๆ เวลาอ่านข่าว อาจจะรู้สึกว่าเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว
เหมือนเคยชินที่จะมองที่ข่าวแล้วบอกว่า
เออ อีกแล้วเหรอ...น่าสงสารเนอะ และจากนั้นก็ลืมมันไปหมด
แต่คนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่เท่านั้นแหละ ที่จะรู้สึกได้ว่า
การต้องอยู่แบบหวาดระแวงมันเป็นยังไง
ทหาร และตำรวจ รวมทั้งเหล่าอาสาสมัครไม่ใช่ว่าไม่ทำงานกันเต็มที่
แต่สิ่งเหล่านี้มันก็เหมือนกับว่ายากมากที่จะป้องกัน
เพราะคนกลุ่มนั้นจ้องจะทำลายอยู่ตลอดเวลา
วันนั้น หลักจากกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จ เราก็ออกจากพื้นที่สามจังหวัดกัน
ผมมารู้ข่าวการยิงก็เช้าของอีกสองวันต่อมาเพราะเพิ่งจะได้เปิดเนตอ่านข่าว
ยิ่งมาได้รู้ว่าหนึ่งในคนที่ตายเป็นเด็กนักเรียนที่กลับมาบ้านช่วงปิดเทอม
ทั้งๆที่ปรกติเรียนอยู่ที่กรุงเทพ
ทำให้สมองผมตั้งคำถามว่า นี่ผู้คนที่ปกครองบ้านเมืองเรากำลังทำอะไรอยู่
ทหารเกณฑ์อายุน้อยๆ ที่ผมเห็นระหว่างทาง พวกเค้าเป็นลูกไม่มีพ่อแม่เหรอ
ชาวบ้านในพื้นที่ ... ชีวิตของพวกเค้าไม่มีค่าพอเหรอ
ถึงไม่มีใครเข้ามาจัดการกับเรื่องราวเหล่านี้จริงๆจังๆซะที
จะต้องรอให้อีกสักกี่ชีวิตสูญไป เพื่อสังเวยกับความเห็นแก่ตัวเหล่าพวกก่อการร้ายเหล่านี้
จะมีวิธีอื่นอีกไหม นอกจากปล่อยให้พวกเขาดูแลตัวเอง
แล้วค่อยยื่นมือ หรือเศษเงิน
เข้ามาช่วยเหลือหลังจากที่พวกเค้าตายไปแล้ว
ช่วยหน่อยนะครับ เเทนการทะเลาะ ด่าทอ เเดกดันกันผ่านสื่อ
การโต้เเย้งกันว่าควรหรือไม่ควรจะอภัยโทษให้ใครก็เเลวเเต่
หรือเเม้กระทั่งการไล่จับใครบางคนที่อยู่ไกลเเสนไกล
ช่วยจัดการเรื่องใกล้ๆตัว
สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นอยู่ไม่ไกลตัวพวกท่านนักหรอกครับ
ถ้าอยากจะเห็นว่าชาวบ้านเค้าเป็นอยู่กันยังไง บอกมาได้นะครับ
ผมจะชี้ให้ดู ว่าสถานที่เหล่านี้ มันอยู่ส่วนไหนในเเผนที่ประเทศไทย
เผื่อพวกท่านๆ เสวยสุขจนลืมกันไปหมดเเล้ว
และคาร์บอมบ์”
ที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบอาทิตย์ที่ผ่านมาที่ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส
ผมมองว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ
เพราะว่าน้องชายคนละพ่อเรียนอยู่ที่สุคีริน
ซึ่งไม่ไกลจากสถานที่เกิดเหตุเท่าไหร่
ทุกๆครั้งที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
ทั้งแม่และผมซึ่งอยู่ไกลจากน้อง จะต้องรีบโทรไปหา
และทุกๆครั้งเราก็ภาวนาว่า ขออย่าให้เค้าเป็นอะไรเลย
เคยจะเอาเค้ามาอยู่ด้วย ตัวเค้าเองและพ่อเค้าก็ไม่ยอมมา
เค้าพูดอยู่ตลอดว่า “คนเราถึงที่ ยังไงก็ต้องตาย”
ผมเห็นด้วยนะ แต่บางครั้งอะไรที่เลี่ยงได้ เราก็ควรจะเลี่ยงไม่ใช่เหรอ
ก่อนหน้าที่เหตุการณ์ที่กล่าวถึงจะเกิดขึ้นแค่ไม่กี่ชั่วโมง
ตัวผมเองก็อยู่ในพื้นที่นั้น เพราะว่าขับรถให้แม่กับป๊า เพื่อที่จะไปรับน้องที่สุคีริน
เราออกจากด่านปาดังเบซากันประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ
รถที่ใช้ก็เป็นรถเล็กนั่งได้สี่คนคันที่แม่ซื้อให้ผม
ที่ตัดสินใจเอาคันนี้ไปเพราะว่าประหยัดน้ำมันมาก
เราแวะทานข้าวกันที่ร้านอาหารไทย-มุสสิม
ซึ่งเป็นร้านประจำของแม่กับป๊า
จากนั้นก็รีบตรงไปนราธิวาส
แม่พูดตลอดเวลาว่าต้องไปถึงก่อนค่ำ เพราะว่าจะไม่ปลอดภัย
ผมไม่เคยไปยะลา ปัตตานี นราธิวาส มาก่อน
ก็ได้แต่คิดว่า มันจะน่ากลัวไรกันนักหนา (วะ)
พอเริ่มเข้าปัตตานีเท่านั้นแหละ
โทรศัพท์ถูกตัดสัญญานหมด ทำให้เราสามคนติดต่อน้องไม่ได้
แต่ก่อนหน้านั้นก็นัดให้น้องไปรอที่ร้านเกมส์ในตัว อ.สุคิรินแล้ว
เลยทำให้ไม่ห่วงเท่าไหร่
ผมเริ่มใจสั่นๆแล้วแหละ
เพราะระหว่างทางมีด่านตรวจทั้งของตำรวจ และทหารเต็มไปหมด
ขับไปได้นิดๆก็ต้องหยุดตรวจกันอีกละ
แล้วยิ่งรถคันเล็กๆแบบนี้วิ่งได้ไม่เร็วเท่าไหร่ด้วย
เหยียบร้อยสิบพวงมาลัยก็สั่นแล้ว
มีอยู่ช่วงนึงก่อนถึงศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวซึ่งรถติดยาวมาก
พาลให้ผมคิดไปว่าต้องมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นแน่ๆ
แต่ก็ไม่มีอะไรนอกจากการตรวจธรรมดา
เราไปถึงตัวเมืองโกลกประมาณหกโมงกว่าแล้ว
ตลาดยังเปิด และมีผู้คนเดินขวักไขว่
ระหว่างทางจากโกลกไปสุคิรินน่ากลัวมาก เพราะเป็นทางเปลี่ยว
ทำให้ผมนึกถึงตอนที่เคยไปฝึกงานที่พังงา
เหมือนทางจากอ.ตะกั่วป่า ไปในตัวเขาหลักเลย
ก่อนถึงสุคิรินมีด่านตรวจ ซึ่งเป็นของทหาร
คุยกันไปมาได้ความว่าเป็นคนเชียงใหม่เหมือนกัน
ทหารถ่ายรูปรถไว้ ก่อนที่พวกเราจะเข้าไปรับน้อง
พอรับน้องก็รีบตีรถกลับเข้ามานอนที่หาดใหญ่ทันที
แต่เจ้าตัวยุ่งดันหิว เราคุยกันว่าจะหาอะไรกินกันเมื่อถึงหาดใหญ่
แต่พอเข้าไปในตัวเมืองโกลก สภาพที่ผมเห็นนี่แค่ตอนเกือบสองทุ่ม
บ้านเรือนเงียบเชียบ ปิดกันไปหมด เหมือนกำลังนั่งอยู่กลางโรงถ่ายหนังผีเลย
แต่ก็มีร้านก๋วยเตี๋ยวธงฟ้ายังเปิดอยู่
เราก็เลยจอดกินก๋วยเตี๋ยวกันก่อน
ผมพยายามสังเกตรอบๆนะ ค่อนข้างจะน่ากลัว
ไม่น่าเชื่อว่าเคยเป็นเมืองที่คึกคัก
และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียมาก่อน นั่งกินไปยังกลัวเลย
สิ่งที่ผมเห็นทำให้นับถือน้ำใจของเหล่าตำรวจและทหารในสามจังหวัดมากขึ้น
หลายๆ เวลาอ่านข่าว อาจจะรู้สึกว่าเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว
เหมือนเคยชินที่จะมองที่ข่าวแล้วบอกว่า
เออ อีกแล้วเหรอ...น่าสงสารเนอะ และจากนั้นก็ลืมมันไปหมด
แต่คนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่เท่านั้นแหละ ที่จะรู้สึกได้ว่า
การต้องอยู่แบบหวาดระแวงมันเป็นยังไง
ทหาร และตำรวจ รวมทั้งเหล่าอาสาสมัครไม่ใช่ว่าไม่ทำงานกันเต็มที่
แต่สิ่งเหล่านี้มันก็เหมือนกับว่ายากมากที่จะป้องกัน
เพราะคนกลุ่มนั้นจ้องจะทำลายอยู่ตลอดเวลา
วันนั้น หลักจากกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จ เราก็ออกจากพื้นที่สามจังหวัดกัน
ผมมารู้ข่าวการยิงก็เช้าของอีกสองวันต่อมาเพราะเพิ่งจะได้เปิดเนตอ่านข่าว
ยิ่งมาได้รู้ว่าหนึ่งในคนที่ตายเป็นเด็กนักเรียนที่กลับมาบ้านช่วงปิดเทอม
ทั้งๆที่ปรกติเรียนอยู่ที่กรุงเทพ
ทำให้สมองผมตั้งคำถามว่า นี่ผู้คนที่ปกครองบ้านเมืองเรากำลังทำอะไรอยู่
ทหารเกณฑ์อายุน้อยๆ ที่ผมเห็นระหว่างทาง พวกเค้าเป็นลูกไม่มีพ่อแม่เหรอ
ชาวบ้านในพื้นที่ ... ชีวิตของพวกเค้าไม่มีค่าพอเหรอ
ถึงไม่มีใครเข้ามาจัดการกับเรื่องราวเหล่านี้จริงๆจังๆซะที
จะต้องรอให้อีกสักกี่ชีวิตสูญไป เพื่อสังเวยกับความเห็นแก่ตัวเหล่าพวกก่อการร้ายเหล่านี้
จะมีวิธีอื่นอีกไหม นอกจากปล่อยให้พวกเขาดูแลตัวเอง
แล้วค่อยยื่นมือ หรือเศษเงิน
เข้ามาช่วยเหลือหลังจากที่พวกเค้าตายไปแล้ว
ช่วยหน่อยนะครับ เเทนการทะเลาะ ด่าทอ เเดกดันกันผ่านสื่อ
การโต้เเย้งกันว่าควรหรือไม่ควรจะอภัยโทษให้ใครก็เเลวเเต่
หรือเเม้กระทั่งการไล่จับใครบางคนที่อยู่ไกลเเสนไกล
ช่วยจัดการเรื่องใกล้ๆตัว
สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นอยู่ไม่ไกลตัวพวกท่านนักหรอกครับ
ถ้าอยากจะเห็นว่าชาวบ้านเค้าเป็นอยู่กันยังไง บอกมาได้นะครับ
ผมจะชี้ให้ดู ว่าสถานที่เหล่านี้ มันอยู่ส่วนไหนในเเผนที่ประเทศไทย
เผื่อพวกท่านๆ เสวยสุขจนลืมกันไปหมดเเล้ว

No comments:
Post a Comment